สถิติและอุบัติการณ์การเกิดโรค

สถิติที่สำคัญ 

การติดเชื้อพยาธิใบในตับ (OpisthorchisViverrini) เป็นปัญหาสารธารณสุขที่สำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี  สำหรับประเทศไทย พบว่ามีอัตราของการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีสูงในผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความชุกของการติดพยาธิใบไม้ในตับสูงกว่าพื้นที่อื่นของประเทศ

การศึกษาด้านความสัมพันธ์หลายๆการศึกษาพบว่า อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดีมีความสัมพันธ์กับความชุกของการติดพยาธิใบไมในตับ ซึ่งศึกษาโดยการระดับแอนติบอดี้ต่อพยาธิใบไม้ในตับในประชากรและการนับไข่พยาธิในอุจาระ

มะเร็งท่อน้ำดีเป็นมะเร็งที่พบไม่มากมักในโลก แต่มีความชุกของการเกิดโรคสูงในประเทศไทยซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีสูงที่สุดในโลก การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับจะเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังซึ่งจะนำไปสู่การเกิดความเสียหายแก่ดีเอ็นเอของเนื้อเยื่อมะเร็งท่อน้ำดีที่ติดเชื้อ แล้วจากนั้นจึงกลายเป็นมะเร็ง ดังนั้นการกำจัดพยาธิและการตรวจกรองประชากรกลุ่มเสี่ยงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก 

 

Khon kaen OV-CCA 100x667


ประเทศไทยมีความผันแปรของการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีแตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ พื้นที่ที่มีการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีสูงสุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นซึ่งมีรายงานอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดีสูงที่สุดในโลก อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งท่อน้ำดี สูงสุดพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีประมาณ 70% ของมะเร็งที่เกิดขึ้นที่ตับและเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดของพยาธิใบไม้ในตับสูง  และประชากรในพื้นที่นี้ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน

cca mortality rate TL  

มะเร็งท่อน้ำดีเป็นโรคมะเร็งที่มีการดำเนินโรคไม่ดีและทำให้เกิดการเสียชีวิตในผู้ป่วยสูงมาก มะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดีถูกจัดอยู่ในอันดับที่ของโรคที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตมากที่สุดในประเทศไทย จำนวนที่เสียชีวิตจากมะเร็งท่อน้ำดีทั้งเพศชายและเพศหญิงโดยประมาณอยู่ที่ 14,000 ต่อปี (ข้อมูลในปี 2555) โรคมะเร็งท่อน้ำดียังทำให้เกิดภาวะทุพลภาพและความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันลดลงอย่างมาก ภาวะทุพลภาพอันเกิดเนื่องจากโรคมะเร็งเรียกว่า disability adjusted life year (DALYs) โรคมะเร็งท่อน้ำดีทำให้เกิด DALYs สูงที่สุดในบรรดามะเร็งชนิดอื่น และมีการรายงานในปี 2547 ว่า มี DALYs ในเพศชาย 280,000 และ 124,000 ในเพศหญิง

cca graph

 

โดยสรุปแล้ว โรคมะเร็งท่อน้ำดีถือเป็นโรคที่ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากมีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดีสูงสุดในโลก โรคมะเร็งท่อน้ำดีเป็นโรคที่วินิจฉัยยาก เนื่องจากอาการเริ่มแรกจะมีอาการคล้ายกับโรคอื่น ซึ่งอาจทำให้วินิจฉัยผิดพลาดได้ จะทราบได้ก็ต่อเมื่อโรคได้ดำเนินมาถึงระยะท้ายๆแล้ว ปัจจัยนี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตสูง จากข้อมูลทางสถิติแสดงให้เห็นว่าอุบัติการณ์ของโรคนี้พบได้สูงในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่โรคนี้ก็มีผลกระทบต่อทั้งประเทศ  สถิตินี้เป็นข้อมูลได้มาจากประชากรจริงที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้ ซึ่งมีความต้องการความช่วยเหลือจากทั้งภายในประเทศไทยและจากทั่วโลก ดังนั้น มูลนิธิมะเร็งท่อน้ำดีจึงได้จัดตั้งขึ้นเพื่อลดสถิติดังกล่าวนี้  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการกำจัดพยาธิ  ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดี รวมทั้งลดการสูญเสียชีวิตของประชากรจากโรคนี้ 

 

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

http://www.ihpp.thaigov.net/bod/index.html
1. International Health Policy Program, Ministry of Public Health. Burden of Diseases and Injuries in Thailand. [Accessed 3 November 2007];Medium-term Report. 2007.
2. Khuhaprema T, Srivatanakul P, Sriplung H, et al. Cancer in Thailand. Volume IV 1998–2000.

http://www.cdc.gov/dpdx/opisthorchiasis/

http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2683991/
6. Wykoff DE, Harinasuta C, Juttijudata P, Winn MM. Opisthorchis viverrini in Thailand-the life cycle and comparison with O. felineus. J Parasitol. 1965;51:207–214. 
13. Upatham ES, Viyanant V, Kurathong S, Rojborwonwitaya J, Brockelman WY, Ardsungnoen S, Lee P, Vajrasthira S. Relationship between prevalence and intensity of Opisthorchis viverrini infection, and clinical symptoms and signs in a rural community in north-east Thailand. Bull World Health Organ. 1984;62:451–461
18. Sriamporn S, Pisani P, Pipitgool V, Suwanrungruang K, Kamsa-ard S, Parkin DM. Prevalence ofOpisthorchis viverrini infection and incidence of cholangiocarcinoma in Khon Kaen, Northeast Thailand.Trop Med Int Health. 2004;9:588–594.
26. Viranuvatti V, Stitnimankarn T. Liver fluke infection and infestation in Southeast Asia. In: Popper H, Schaffner F, editors. Progress in Liver Disease. New York: Grune and Stration; 1972. p. 537–547
35. Kim YI. Liver carcinoma and liver fluke infection. Arzneimittelforschung. 1984;34:1121–1126.

Khuntikeo et al. BMC Cancer (2015) 15:459 DOI 10.1186/s12885-015-1475-7: Cohort profile: cholangiocarcinoma screening and care program (CASCAP) Narong Khuntikeo1,2*, Nittaya Chamadol1,3, Puangrat Yongvanit1,4, Watcharin Loilome1,4, Nisana Namwat1,4, Paiboon Sithithaworn1,5, Ross H. Andrews1,6, Trevor N. Petney1,7, Supannee Promthet1,8, Kavin Thinkhamrop1,9, Chaiwat Tawarungruang1,9, Bandit Thinkhamrop1,9* and on behalf of the CASCAP investigators

Advances in the Diagnosis of Human Opisthorchiasis: Development of Opisthorchis viverrini Antigen Detection in Urine Chanika Worasith1,2, Christine Kamamia3, Anna Yakovleva3, Kunyarat Duenngai4 , Chompunoot Wangboon2,5, Jiraporn Sithithaworn6 , Nattaya Watwiengkam7 , Nisana Namwat2,8, Anchalee Techasen2,6, Watcharin Loilome2,8, Puangrat Yongvanit2,8, Alex Loukas9 , Paiboon Sithithaworn1,2‡ *, Jeffrey M. Bethony3‡

 

 Print 

ปัจจัยความเสี่ยงการเกิดโรค

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคพยาธิใบไม้ในตับ

ปัจจัยเสี่ยง หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคมะเร็ง การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะทำให้มีโอกาสเกิดโรคหรือบางกรณีผู้ที่เป็นโรคก็อาจจะไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงนั้นๆเลย ซึ่งในบทความนี้เราจะพุ่งเป้าไปที่การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับและความสำคัญในการเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดี

 

การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับยังคงมีการระบาดอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยสาเหตุของการติดพยาธิใบไม้ในตับของประชาชนในแถบนี้เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคปลาดิบหรือปลาที่ไม่ผ่านการปรุงสุก เช่น ปลาร้า, ปลาส้ม ซึ่งอาจจะมีไข่พยาธิปนเปื้อนมา ซึ่งเมื่อคนรับประทานและติดไข่พยาธิ พยาธิจะฟักตัวและไปอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี ซึ่งสาเหตุนี้คือปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี พยาธิใบไม้ในตับมีหลายชนิด แต่ชนิดที่พบมากในพื้นที่ภาคอีสานของไทยคือชนิดที่เรียกว่าOpisthorchis viverrini 

ปัจจุบันนี้มียาฆ่าพยาธิ ซึ่งช่วยป้องกันการติดพยาธิใบไม้ในตับ แต่เมื่อไม่มีการรักษาการติดพยาธิใบไม้ในตับ การติดพยาธิใบไม้ในตับจะนำไปสู่กระบวนการอักเสบและการพัฒนามะเร็งท่อน้ำดี

 

พยาธิใบไม้ในตับ (OpisthorchisViverrini, Ov):
ไข่พยาธิใบไม้ในตับที่เกิดพยาธิตัวเต็มวัยจะผ่านออกมาทางท่อน้ำดีและถูกขับออกมากับอุจจาระไข่พยาธิที่ถูกขับออกมามีโอกาสปนเปื้อนในแหล่งน้ำ เช่น บ่อน้ำ, แม่น้ำ, น้ำในนาข้าว และอ่างเก็บน้ำ ซึ่งหอยที่อาศัยในแหล่งน้ำจะกินไข่พยาธิเข้าไป แล้วย่อยไข่พยาธิทำให้พยาธิฟักตัวออกจากไข่  ตัวอ่อนพยาธิจะสามารถออกจากตัวหอยและเข้าสู่ตัวปลาน้ำจืดโดยการผ่านเข้าทางเนื้อเยื่อและผิวหนังของปลา  เมื่อตัวอ่อนพยาธิเข้าสู่ตัวปลาแล้ว จะมีการเปลี่ยนโครงสร้างเป็นลักษณะถุงน้ำ (cyst) อยู่ในเนื้อเยื่อของปลา เมื่อคนบริโภคเนื้อปลาที่ติดพยาธิซึ่งไม่ผ่านการปรุงสุก เมื่อ cyst ของพยาธิเข้าสู่ร่างกายของคน cyst จะไปที่ลำไส้เล็กและตัวอ่อนพยาธิจะออกจาก cyst แล้วไปอยู่ที่ตับและเจริญเติบโตอยู่ภายในท่อน้ำดีที่อยู่ในตับ โดยใช้เวลาประมาณ 3 เดือน วงจรชีวิตจึงจะสมบูรณ์ และไข่พยาธิที่ปนเปื้อนออกมากับอุจจาระของผู้ที่ติดพยาธิก็สามารถเป็นระยะติดต่อในสิ่งแวดล้อมได้อีกครั้ง ดังภาพที่แสดง

 OV cycle illustration

 infection illustration

 cholangiocarcinoma liver 1

 

 Koi-Pla

 

 Ov percentage map

 

 

Bibliography:

http://www.cancer.org/acs/groups/cid/documents/webcontent/003084-pdf.pdf
 - Palmer WC, Patel T. Are common factors involved in the pathogenesis of primary liver cancers? A meta-analysis of risk factors for intrahepatic cholangiocarcinoma. J Hepatol. 2012;57:69-76. 
 - Howlader N, Noone AM, Krapcho M, et al (eds). SEER Cancer Statistics Review, 1975- 2011, National Cancer Institute. Bethesda, MD, http://seer.cancer.gov/csr/1975_2011/, based on November 2013 SEER data submission, posted to the SEER web site, April 2014.

http://www.cdc.gov/dpdx/opisthorchiasis/
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2683991/

6. Wykoff DE, Harinasuta C, Juttijudata P, Winn MM. Opisthorchis viverrini in Thailand-the life cycle and comparison with O. felineus. J Parasitol. 1965;51:207–214. 
13. Upatham ES, Viyanant V, Kurathong S, Rojborwonwitaya J, Brockelman WY, Ardsungnoen S, Lee P, Vajrasthira S. Relationship between prevalence and intensity of Opisthorchis viverrini infection, and clinical symptoms and signs in a rural community in north-east Thailand. Bull World Health Organ. 1984;62:451–461
18. Sriamporn S, Pisani P, Pipitgool V, Suwanrungruang K, Kamsa-ard S, Parkin DM. Prevalence ofOpisthorchis viverrini infection and incidence of cholangiocarcinoma in Khon Kaen, Northeast Thailand.Trop Med Int Health. 2004;9:588–594.
26. Viranuvatti V, Stitnimankarn T. Liver fluke infection and infestation in Southeast Asia. In: Popper H, Schaffner F, editors. Progress in Liver Disease. New York: Grune and Stration; 1972. p. 537–547
35. Kim YI. Liver carcinoma and liver fluke infection. Arzneimittelforschung. 1984;34:1121–1126.

 

Khuntikeo et al. BMC Cancer (2015) 15:459 DOI 10.1186/s12885-015-1475-7: Cohort profile: cholangiocarcinoma screening and care program (CASCAP) Narong Khuntikeo1,2*, Nittaya Chamadol1,3, Puangrat Yongvanit1,4, Watcharin Loilome1,4, Nisana Namwat1,4, Paiboon Sithithaworn1,5, Ross H. Andrews1,6, Trevor N. Petney1,7, Supannee Promthet1,8, Kavin Thinkhamrop1,9, Chaiwat Tawarungruang1,9, Bandit Thinkhamrop1,9* and on behalf of the CASCAP investigators

 Print 

การรักษาแบบให้หายขาด

การรักษาโรคมะเร็งท่อน้ำดีเพื่อให้หายขาด 

การผ่าตัดมะเร็ง :

เมื่อผลการวินิจฉัยด้วยการถ่ายภาพหรือผลการผ่าตัดในระยะเริ่มแรกพบว่ามีโอกาสที่จะสามารถรักษารักษาโดยการผ่าตัดก้อนมะเร็งทั้งก้อนออกมาได้ แพทย์จะวินิจฉัยโดยใช้คำว่า resectableซึ่งหมายถึงก้อนมะเร็งที่สามารถผ่าตัดออกได้อย่างสมบูรณ์  และวินิจฉัยว่า unresectableหากว่ามะเร็งก้อนนั้นมีการแพร่ไปยังบริเวณอื่นแล้วหรือไม่สามารถผ่าตัดออกได้ทั้งก้อนอย่างสมบูรณ์  แต่เป็นทีน่าเสียดาย สำหรับมะเร็งท่อน้ำดีนั้นมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่สามารถผ่าตัดเอาออกได้อย่างสมบูรณ์ได้เมื่อพบครั้งแรก

ถ้าหากแพทย์แนะนำให้ทำการผ่าตัดรักษามะเร็ง ท่านอาจจะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมหรือถูกส่งตัวไปรักษายังศูนย์มะเร็งขนาดใหญ่ แพทย์ส่วนใหญ่มักจะลงความเห็นว่าการผ่าตัดรักษาคือแนวทางการรักษาที่แท้จริงของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี แต่ก็ยังมีบางข้อคิดเห็นที่แย้งกันว่าระยะของมะเร็งมีการลุกลามไปมากเพียงใดและยังสามารถรักษาด้วยวิธีผ่าตัดได้หรือไม่ ศัลยแพทย์ผู้ที่จะทำการผ่าตัดรักษามะเร็งท่อน้ำดีได้นั้นต้องมีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ การผ่าตัดรักษาแบบนี้มักทำในโรงพยาบาลศูนย์หรือศูนย์มะเร็งขนาดใหญ่

หากทีมศัลยแพทย์ผู้ที่ทำการรักษาวางแผนทำการผ่าตัด ในขั้นตอนแรก แพทย์มักจะทำการวินิจฉัยโดยการผ่าตัดเล็กและสอดกล้องเข้าไปดูลักษณะของมะเร็งว่ายังสามารถทำการผ่าตัดเอาออกได้หรือไม่ ระหว่างที่ทำการส่องกล้องนั้น แพทย์จะสามารถมองเห็นก้อนมะเร็งในบริเวณที่ไม่สามารถตรวจพบได้จากการถ่ายภาพ หากมะเร็งการวินิจฉัยด้วยการส่องกล้องเข้าไปภายในมีประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษา ในกรณีที่มะเร็งก้อนนั้นสามารถผ่าตัดเอาออกมาได้ 

การผ่าตัดสำหรับก้อนมะเร็งที่สามารถผ่าตัดออกได้ทั้งก้อน:

    • มะเร็งท่อน้ำดีภายในตับ
      มะเร็งท่อน้ำดีประเภทนี้เกิดบริเวณท่อน้ำดีภายในตับ สำหรับการรักษานั้น ศัลยแพทย์จะทำการตัดบางส่วนของตับที่มีมะเร็งนี้ออกมา ซึ่งวิธีน้ำดีภายในตับ สำหรับการรักษานั้น ศัลยแพทย์จะทำการตัดบางส่วนของตับที่มีมะเร็งนี้ออกมา ซึ่งวิธีหรือกลีบขวา) ออกมา ซึ่งเรียกว่า hepatic lobectomy การผ่าตัดประเภทนี้มีความซับซ้อนและต้องใช้ทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ หากตับที่ถูกผ่าตัดออกไปไม่เยอะมาก ตับก็ยังสามารถทำงานได้ปกติ เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่สามารถเจริญขึ้นใหม่ได้

    • มะเร็งท่อน้ำดีส่วนที่ออกจากตับ:
      มะเร็งท่อน้ำดีประเภทนี้เกิดขึ้นบริเวณท่อน้ำดีส่วนที่ออกมาจากตับ การผ่าตัดมะเร็งชนิดนี้ต้องอาศัยความชำนาญอย่างมากและเป็นการผ่าตัดบริเวณกว้าง บริเวณที่ทำการผ่าตัดมักเป็นบางส่วนของตับตามความยาวของท่อน้ำดี ถุงน้ำดี และต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง และบางครั้งอาจรวมถึงบางส่วนของตับอ่อนและลำไส้เล็กด้วย  จากนั้นแพทย์จะทำการเชื่อมท่อน้ำดีส่วนที่เหลือเข้ากับลำไส้เล็ก การผ่าตัดนี้เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยบางรายได้อีกด้วย 

    • มะเร็งท่อน้ำดีส่วนปลาย:
      มะเร็งท่อน้ำดีประเภทนี้เกิดบริเวณท่อน้ำดีส่วนปลาย ซึ่งจะอยู่ใกล้กับตับอ่อนและลำไส้เล็ก ศัลยแพทย์มักทำการผ่าตัดท่อน้ำดี ต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง รวมทั้งบางส่วนของตับอ่อนและลำไส้เล็ก ซึ่งการผ่าตัดนี้เรียกว่า Whipple procedure การผ่าตัดประเภทนี้มีความซับซ้อนและต้องอาศัยแพทย์ผู้มีความชำนาญเช่นเดียวกับการผ่าตัดประเภทอื่น

การผ่าตัดสำหรับก้อนมะเร็งที่ไม่สามารถผ่าตัดออกมาทั้งก้อนได้r:

 การปลูกถ่ายตับ
การปลูกถ่ายตับมักทำในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีในจับหรือท่อน้ำดีส่วนที่ออกจากตับบางรายที่ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ และบางกรณีเป็นการทำเพื่อรักษามะเร็ง บางครั้งถึงแม้ว่าผู้ป่วยมีคุณสมบัติที่สามารถรับการปลูกถ่ายตับได้ แต่การปลูกถ่ายตับใหม่อาจไม่ใช่เรื่องที่กระทำได้ง่าย เพราะมีโรงพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถทำการปลูกถ่ายตับได้ รวมทั้งตับจากผู้บริจาคมีจำนวนไม่มากเพียงพอสำหรับผู้ป่วย เนื่องจากจำเป็นต้องนำไปใช้สำหรับการรักษาโรคที่มีโอกาสรักษาหายมากกว่า ดังนั้นผู้ป่วยที่จะทำการปลูกถ่ายตับต้องรอจนกว่าจะมีตับบริจาค ซึ่งต้องใช้เวลานาน อีกทางเลือกหนึ่งก็คือ ขอบริจาคบางส่วนของตับจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิต (ซึ่งมักเป็นญาติหรือบุคคลใกล้ชิด) วิธีนี้อาจจะประสบความสำเร็จ แต่ก็มีความเสี่ยงกับผู้บริจาค และอีกทางเลือกก็คือการรักษาผู้ป่วยด้วยยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา แล้วจึงทำการปลูกถ่ายตับเมื่อมีตับบริจาคพร้อม

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงจากการผ่าตัด:
ความเสี่ยงและผลข้างเคียงจากการผ่าตัดขึ้นอยู่กับความกว้างของการผ่าตัดและสุขภาพของผู้รับการผ่าตัด การผ่าตัดมักทำให้เกิดความเสี่ยง เช่น การมีเลือดออก เลือดแข็งตัว การติดเชื้อ และอาการแทรกซ้อนจากการวางยาสลบ ภาวะปอดบวม หรือเสียชีวิตในผู้ป่วยบางราย หรือ ผู้ป่วยอาจได้รับความเจ็บปวดหลังการผ่าตัด แต่จะได้รับยาระงับปวดภายหลัง

การผ่าตัดท่อน้ำดีถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ซึ่งอาจหมายถึงการผ่าตัดหลายอวัยวะออกไปด้วย ซึ่งอาจจะมี  ผลกระทบต่อการพักฟื้นของผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัด ปัญหาใหญ่ที่มักพบหลังการผ่าตัดก็คือการรั่วไหลของน้ำดีออกมาที่ช่องท้อง การติดเชื้อ และตับวาย เนื่องจากอวัยวะที่ถูกผ่าตัดออกไปเป็นอวัยวะในทางเดินอาหาร ดังนั้นปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร การรับประทานอาหารและการขาดสารอาหารก็สามารถพบได้เช่นกัน


การรักษาโรคมะเร็งท่อน้ำดีด้วยยาเคมีบำบัด:
เคมีบำบัด คือการรักษาโรคมะเร็งโดยการให้ยาต้านมะเร็งทางหลอดเลือดดำหรือให้โดยการกิน ยาเหล่านี้จะซึมผ่านทางกระแสเลือดและแพร่ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีในมะเร็งบางชนิดซึ่งมีการแพร่ไปอวัยวะอื่นนอกเหนือจากท่อน้ำดี เนื่องจากยาสามารถไปยังทุกส่วนของร่างกายจึงเรียกว่า การรักษาทั้งระบบในร่างกาย (systemic treatment) ยาเคมีบำบัดสามารถช่วยในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดี แต่ถึงกระนั้นผลของยานี้ต่อมะเร็งท่อน้ำดีก็ยังถูกจำกัด

การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดสามารถใช้ได้ในมะเร็งท่อน้ำดีที่สามารถผ่าตัดออกได้อย่างสมบูรณ์ (resectable) โดยให้ยาหลังจากทำการผ่าตัดมะเร็งออกแล้ว (บางครั้งให้ร่วมกับการทำรังสีรักษา) เพื่อป้องกันไม่ให้มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งเรียกวิธีการนี้ว่า adjuvant chemotherapy  หรือบางครั้งแพทย์อาจจะให้ยาเคมีบำบัดก่อนทำการผ่าตัดเพื่อจำกัดขอบเขตของมะเร็ง และลดความเสี่ยงซึ่งจะทำให้การผ่าตัดมีโอกาสประสบผลสำเร็จสูงขึ้น วิธีการนี้ เรียกว่า neoadjuvant treatment.

การให้ยาเคมีบำบัด (บางครั้งให้ร่วมกับการทำรังสีรักษา) สามารถใช้ในมะเร็งที่มีระยะของโรคในระดับสูง  ซึ่งไม่ได้ใช้ยาเคมีบำบัดเพื่อการรักษาให้หายขาด แต่ใช้เพื่อทำให้มะเร็งยุบลงหรือเจริญช้าลง กล่าวได้ว่าเป็นการใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการและทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีพได้นานขึ้น

แพทย์จะให้ยาเคมีบำบัดเป็นช่วงของการรักษา สลับกับการหยุดยาเพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้น ช่วงเวลาของการให้ยาจะอยู่ที่ประมาณ 3 ถึง 4 สัปดาห์ การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดจึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง 


การให้ยาทางหลอดเลือดแดงของตับ:
เนื่องจากการให้ยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือดดำเพื่อรักษามะเร็งท่อน้ำดีไม่สามารถทำได้เสมอไป ดังนั้นแพทย์จึงอาจจะให้ยาผ่านทางหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ตับที่เรียกว่า hepatic artery เนื่องจากหลอดเลือด hepatic artery เป็นหลอดเลือดหลักที่ไปเลี้ยงมะเร็งท่อน้ำดี  ดังนั้นจึงทำให้ยาเคมีบำบัดไปที่ก้อนมะเร็งได้มากขึ้น ตับในส่วนที่ยังปกติอยู่ จะทำหน้าที่สลายยาที่เหลือก่อนที่ยาจะแพร่ไปที่ส่วนอื่นของร่างกาย การให้ยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือดแดงสามารถช่วยยืดอายุผู้ป่วยที่ไม่สามารถทำการรักษาด้วยการผ่าตัดได้ แต่ก็ยังต้องทำการศึกเพิ่มเติมอีกมาก แต่วิธีการี้อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยบางกลุ่มเนื่องจากวิธีนี้ต้องผ่าตัดเพื่อสอดท่อเข้าไปที่หลอดเลือดแดใหญ่ของตับ ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยอาจจะไม่สามารถทนต่อการผ่าตัดได้

ยาทีใช้สำหรับการรักษามะเร็งท่อน้ำดี:
ยารักษามะเร็งท่อน้ำดีมีหลายประเภท บางครั้งอาจมีการใช้ยาสองตัวหรือมากกว่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ซึ่งยาที่มักใช้ในการรักษามะเร็งท่อน้ำดี ได้แก่ :

    • 5-fluorouracil (5-FU)
    • Gemcitabine (Gemzar®)
    • Cisplatin Capecitabine
    • (Xeloda®)
    • Oxaliplatin (Eloxatin®)

ผลข้างเคียงของการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด:
ยาเคมีบำบัดจะไปทำลายเซลล์ที่มีการแบ่งตัวรวดเร็ว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ยานิดนี้สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ แต่บางครั้งเซลล์ปกติในร่างกายที่มีการแบ่งตัวเร็ว เช่น เซลล์ไขกระดูก เซลล์เยื่อบุช่องปากและลำไส้ ผม ก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน

ผลข้างเคียงจากการให้ยาเคมีบำบัดขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของยาที่ให้ รวมทั้งระยะเวลาที่ให้ยา ผลข้างเคียงทีพบบ่อยๆได้แก่:

    • ผมร่วง
    • เจ็บปาก
    • ความอยากอาหารลดลง 
    • เวียนศีรษะและอาเจียน 
    • ท้องเสีย
    • เส้นประสาทได้รับความเสียหาน
    • มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น
    • มีจ้ำเลือดขึ้นง่าย
    • อ่อนเพลีย 

ผลข้างเคียงเหล่านี้มักเดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆและหายไปหลังหยุดให้การรักษา และวิธีการที่จะลดผลข้างเคียงจากการให้ยาเคมีบำบัดสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การให้ยาลดการวิงเวียนและอาเจียน ซึ่งผู้ป่วยจะต้องแจ้งแพทย์หรือพยาบาลให้ทราบเมื่อมีอาการข้างเคียงเพื่อที่แพทย์จะได้ให้การแก้ไขอาการได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

รังสีรักษาสำหรับโรคมะเร็งท่อน้ำดี:
รังสีรักษาคือการใช้รังสีหรืออนุภาคที่มีพลังงานสูงมาใช้เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง โดยรังสีรักษาที่ใช้ในการรักษามะเร็งท่อน้ำดีมีหลากหลายวิธีการดังนี้ 

    • การทำรังสีรักษาหลังการผ่าตัดมะเร็ง:
      วิธีการนี้เรียกว่า adjuvant therapy ซึ่งเป็นการใช้รังสีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งจำนวนเล็กน้อยที่ยังหลงเหลืออยู่ภายหลังจากการผ่าตัด

    • การทำรังสีรักษาก่อนการผ่าตัดมะเร็งเพื่อจำกัดขอบเขตของมะเร็ง:
      แพทย์บางท่านจะใช้รังสีรักษาที่ก้อนมะเร็งที่จะทำการผ่าตัด เพื่อที่จะทำให้ก้อนมะเร็งยุบและทำให้การผ่าตัดทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า neoadjuvant therapy. 

    • การทำรังสีรักษาเป็นการรักษาหลักในมะเร็งระยะท้าย:
      รังสีรักษาสามารถใช้เป็นวิธีการรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยบางคนที่มะเร็งยังไม่มีการแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย ซึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาให้หายขาด แต่เพื่อเพิ่มระยะเวลาการรอดชีพของผู้ป่วย

    • การฉายรังสีจากภายนอก (EBRT):
      รังสีรักษาวิธีนี้จะใช้รังสีเอ็กซเรย์จากเครื่องมือแล้วยิงเข้ามาที่ร่างกายผู้ป่วยเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง ก่อนที่จะเริ่มการรักษาทีมรังสีแพทย์จะต้องทำการวัดมุมของการฉายรังสีอย่างระมัดระวังเพื่อให้เกิดความม่นยำในการฉายรังสีและให้รังสีในปริมาณที่เหมาะสม การรักษาวิธีนี้จะคล้ายคลึงกับการทำเอ็กซเรย์แต่ใช้รังสีที่แรงกว่าและเป็นวิธีการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด การทำรังสีรักษาโดยวิธีนี้มักจะทำการรักษา 5 วันต่อสัปดาห์เป็นเวลาหลายสัปดาห์
      เทคนิคใหม่ในการทำรังสีรักษาทำให้แพทย์สามารถรักษามะเร็งท่อน้ำดีได้แม่นยำมากขึ้น รวมทั้งสามารถลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติข้างเคียง ซึ่งทำให้การรักษาประสบความสำเร็จและลดผลข้างเคียงจากการรักษาได้  

    • การฉายรังสีสามมิติ  (3D-CRT):
      รังสีรักษาประเภทนี้จะใช้คอมพิวเตอร์พิเศษเพื่อให้เกิดความแม่นยำในกำหนดขอบเขตบริเวณที่เป็นมะเร็ง แล้วจึงทำการฉายรังสีไปที่ก้อนมะเร็งจากหลายทิศทาง ซึ่งจะช่วยลดผลข้างเคียงกับเนื้อเยื่อรอบข้าง

    • การฉายรังสีแบบปรับความเข้ม  (IMRT):
      การฉายรังสีวิธีนี้จะมีความทันสมัยมากกว่าการฉายรังสีแบบสามมิติ เนื่องจากจะใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมอุปกรณ์ให้เคลื่อนที่ไปรอบๆผู้ป่วยในขณะที่ทำการฉายรังสี ซึ่งจะมีการฉายรังสีไปที่ก้อนมะเร็งจาหลายมุม หลายความเข้ม ซึ่งความเข้มของรังสีสามารถปรับและกำหนดค่าได้เพื่อไม่ให้กระทบต่อเนื้อเยื่อปกติ เครื่องมือนี้จะทำให้แพทย์สามารถฉายรังสีไปยังก้อนมะเร็งได้ในปริมาณมากขึ้น

    • การฉายรังสีปริมาณสูงครั้งเดียวไปยังตำแหน่งที่ต้องการความแม่นยำ  (SBRT):
      การฉายรังสีประเภทนี้จะรวมวิธีการฉายรังสีแบบสามมิติและการฉายรังสีแบบปรับความเข้มแต่ใช้ระยะเวลาการรักษาสั้นกว่า การใช้รังสีรักษาด้วยวิธีนี้มักให้การรักษาน้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ในขณะที่รังสีรักษาวิธีอื่นมักใช้เวลา 3-6 สัปดาห์

ผลข้างเคียงของการฉายรังสีจากภายนอก:
ผลข้างเคียงของการฉายรังสีจากภายนอกขึ้นอยู่กับบริเวณในร่างกายที่รับการรักษา ซึ่งผลข้างเคียงที่พบได้แก่ :

    • สีผิวเปลี่ยน ทำให้ผิวหนังแดง พองและลอก
    • วิงเวียนศีรษะและอาเจียน
    • ท้องร่วง
    •  อ่อนเพลีย 
    • ผมร่วง
    • จำนวนเม็ดเลือดลดลง

การฝังแร่ (การฉายรังสีภายในร่างกาย):
การรักษาวิธีนี้ เป็นการใช้ชิ้นส่วนสารกัมมันตรังสีชิ้นเล็กๆฝังเข้าไปยังบริเวณข้างๆก้อนมะเร็งหรือที่ก้อนมะเร็งโดยตรง รังสีจะเดินทางระยะสั้นมาก ดังนั้นจึงมีผลต่อมะเร็งโดยที่ไม่มีผลข้างเคียงกับเนื้อเยื่อปกติอื่นๆ  การรักษามะเร็งท่อน้ำดีโดยวิธีฝังแร่ บางครั้งอาจจะทำโดยชิ้นส่วนของแร่ในหลอดแล้วฝังเข้าไปในท่อน้ำดี

 

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
http://www.cancer.org/acs/groups/cid/documents/webcontent/003084-pdf.pdf
http://www.hopkinsmedicine.org/healthlibrary/conditions/adult/digestive_disorders/bile_duct_caner_cholangiocarcinoma_treatment_
22,bileductcancercholangiocarcinomatreatment/
http://cholangiocarcinoma.org/the-disease/treatment-options/
http://ammf.org.uk/treatment-options-2/

 Print 

การรักษาแบบประคับประคอง

การรักษาแบบประคับประคองสำหรับโรคมะเร็งท่อน้ำดี

การรักษาแบบประคับประคองสำหรับมะเร็งท่อน้ำดี:
การรักษาแบบประคับประคองคือ การรักษาที่ช่วยควบคุมหรือบรรเทาอาการที่เกิดในโรคมะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย ซึ่งการรักษานี้ไม่การรักษาเพื่อให้หายขาด ถ้ามะเร็งมีการแพร่กระจายไปไกลแล้วก็อาจทำการผ่าตัด โดยแพทย์จะมุ่งเน้นการผ่าตัดแบบประคับประคอง การทำรังสีรักษาแบบประคับประคอง หรือการรักษาแนวทางอื่นๆเพื่อที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นหรือป้องกันอาการแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากโรคมะเร็ง เนื่องจากมะเร็งท่อน้ำดีมีการดำเนินโรคไประยะท้ายอย่างรวดเร็ว ดังนั้นแพทย์จะพยายามใช้การรักษาแบบประคับประคองเพื่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การผ่าตัดแบบประคับประคอง:
ในบางกรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่ามะเร็งก้อนนั้นสามารถรักษาโดยทำการผ่าตัดออกได้อย่างสมบูรณ์ โดยอาศัยข้อมูลจากภาพถ่ายหรือการตรวจโดยกล้อง แต่เมื่อเริ่มทำการผ่าตัดพบว่ามะเร็งมีการดำเนินโรคไปเป็นระยะท้ายแล้วและไม่สามารถทำการผ่าตัดเอาออกมาได้อย่างสมบูรณ์ ในกรณีเช่นนี้ ศัลยแพทย์ก็ยังทำการรักษา เพื่อป้องกันหรือบรรเทาอาการโดยใช้วิธีการผ่าตัดรักษาแบบอื่น

    •  Biliary bypass:
      การผ่าตัด biliary bypass มีหลายรูปแบบ ซึ่งการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่มีการอุดตัน การรักษาวิธีนี้ ศัลยแพทย์จะสร้างท่ออ้อมก้อนมะเร็งที่อุดตันท่อน้ำดี โดยการต่อเชื่อมส่วนของท่อน้ำดีที่อยู่หน้าก้อนมะเร็งกับท่อน้ำดีส่วนที่อยู่หลังก้อนมะเร็งหรือต่อเข้ากับลำไส้เล็กการรักษาวิธีนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเพื่อรักษาแล้ว แต่มะเร็งไม่สามารถผ่าตัดออกมาได้ ถึงแม้วิธี bypass มักจะทำให้เกิดความเจ็บปวดมากกว่าการใส่ท่อหรือขดลวดเพื่อขยายท่อน้ำดี แต่วิธีนี้ก็มีประโยชน์ในแง่ของความคงทนและโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อน้อยกว่า


    • การใส่ขดลวดหรือท่อเพื่อขยายท่อน้ำดี:
      ในกรณีที่ไม่สามารถทำ bypass ได้ ศัลยแพทย์สามารถใส่พลาสติกหรือขดลวดที่เรียกว่า stent เข้าไปในท่อน้ำดีเพื่อขยายให้ท่อน้ำดีเปิดออก บางครั้งแพทย์จะใช้ท่อที่มีลักษณะยืดหยุ่น ที่เรียกว่า catheter เข้าไปในท่อน้ำดีเพื่อให้น้ำดีระบายออกมาได้ ซึ่งสามารถทำได้หลังจากการถ่ายภาพรังสีของท่อน้ำดี (cholangiography ) หรือทำระหว่างที่ผ่าตัด 

    • Stent คือ ขดลวดหรือพลาสติกขนาดเล็กที่แพทย์ใส่เข้าไปในท่อน้ำดี เพื่อเปิดท่อน้ำดีให้น้ำดีระบายสู่ลำไส้เล็กได้

    • Catheter คือ ท่อบางๆ ที่มีลักษณะยืดหยุ่น ปลายด้านหนึ่งของท่อจะต่อกับท่อน้ำดีเพื่อให้น้ำดีระบายลงถุงที่อยู่ภายนอกร่างกายโดยเจาะเชื่อมผ่านทางผิวหนังบริเวณหน้าท้อง ซึ่งแพทย์และพยาบาลจะให้คำแนะนำและวิธีการใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องใช้ catheterวิธีนี้มักใช้เพื่อป้องกันหรือบรรเทาอาการที่เกิดจากมะเร็งท่อน้ำดีระยะท้าย นอกจากนั้น ยังสามารถใช้เพื่อบรรเทาอาการดีซ่านก่อนที่จะทำการผ่าตัด ซึ่งจะช่วยลดอากาแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากการผ่าตัดได้ stent หรือ catheter จะต้องเปลี่ยนทุกๆสองหรือสามเดือนเนื่องจากอาจเกิดการอุดตันและช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบรังสีรักษาแบบประคับประคอง:รังสีรักษาคือการใช้รังสีพลังงานสูงหรืออนุภาคในการทำลายเซลล์มะเร็ง การรักษาด้วยวิธีนี้มักใช้ในการรักษามะเร็งท่อน้ำดีแบบประคับประคอง เพื่อบรรเทาอาการเมื่อมะเร็งอยู่ในระยะที่ยากเกินที่จะทำการรักษา ซึ่งจะช่วยลดความเจ็บปวดหรืออาการของโรค โดยการลดขนาดของก้อนมะเร็งที่อุดตันท่อน้ำดีหรือหลอดเลือด หรือกดทับเส้นประสาท 

รังสีรักษาแบบประคับประคอง:
รังสีรักษาคือการใช้รังสีพลังงานสูงหรืออนุภาคในการทำลายเซลล์มะเร็ง การรักษาด้วยวิธีนี้มักใช้ในการรักษามะเร็งท่อน้ำดีแบบประคับประคอง เพื่อบรรเทาอาการเมื่อมะเร็งอยู่ในระยะที่ยากเกินที่จะทำการรักษา ซึ่งจะช่วยลดความเจ็บปวดหรืออาการของโรค โดยการลดขนาดของก้อนมะเร็งที่อุดตันท่อน้ำดีหรือหลอดเลือด หรือกดทับเส้น


การฉายรังสีจากภายนอก (External beam radiation therapy; EBRT):
รังสีรักษาประเภทนี้เป็นการใช้รังสีเอ็กซเรย์จากเครื่องฉายรังสีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง ก่อนที่จะเริ่มทำการรักษา ทีมแพทย์ที่การรักษาจะทำการวัดมุมและตำแหน่งที่ถูกต้องในการฉายรังสีและปริมาณรังสีที่เหมาะสม วิธีนี้จะคล้ายกับการทำเอ็กซเรย์ เพียงแต่ใช้รังสีในปริมาณมากกว่า ซึ่งวิธีการรักษานี้ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด การรักษาใช้เวลาไม่นานแต่การเตรียมผู้ป่วยก่อนการรักษาจะค่อนข้างใช้เวลานาน โดยส่วนใหญ่การทำรังสีรักษาจะใช้เวลา 5 วันต่อสัปดาห์ และรักษาติดต่อกันหลายสัปดาห์

เทคนิคใหม่ในการทำรังสีรักษาทำให้แพทย์สามารถรักษามะเร็งท่อน้ำดีได้แม่นยำมากขึ้น รวมทั้งสามารถลดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติข้างเคียง ซึ่งทำให้การรักษาประสบความสำเร็จและลดผลข้างเคียงจากการรักษาได้  

  • การฉายรังสีสามมิติ (Three-dimensional conformal radiation therapy; 3D-CRT):
    รังสีรักษาประเภทนี้จะใช้คอมพิวเตอร์พิเศษเพื่อให้เกิดความแม่นยำในกำหนดขอบเขตบริเวณที่เป็นมะเร็ง แล้วจึงทำการฉายรังสีไปที่ก้อนมะเร็งจากหลายทิศทาง ซึ่งจะช่วยลดผลข้างเคียงกับเนื้อเยื่อรอบข้าง
  • การฉายรังสีแบบปรับความเข้ม (Intensity-modulated radiation therapy; IMRT):
    การฉายรังสีวิธีนี้จะมีความทันสมัยมากกว่าการฉายรังสีแบบสามมิติ เนื่องจากจะใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมอุปกรณ์ให้เคลื่อนที่ไปรอบๆผู้ป่วยในขณะที่ทำการฉายรังสี ซึ่งจะมีการฉายรังสีไปที่ก้อนมะเร็งจาหลายมุม หลายความเข้ม ซึ่งความเข้มของรังสีสามารถปรับและกำหนดค่าได้เพื่อไม่ให้กระทบต่อเนื้อเยื่อปกติ เครื่องมือนี้จะทำให้แพทย์สามารถฉายรังสีไปยังก้อนมะเร็งได้ในปริมาณมากขึ้น
  • การฉายรังสีปริมาณสูงครั้งเดียวไปยังตำแหน่งที่ต้องการความแม่นยำ (Stereotactic body radiotherapy; SBRT):
    การฉายรังสีประเภทนี้จะรวมวิธีการฉายรังสีแบบสามมิติและการฉายรังสีแบบปรับความเข้มแต่ใช้ระยะเวลาการรักษาสั้นกว่า  การใช้รังสีรักษาด้วยวิธีนี้มักให้การรักษาน้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ในขณะที่รังสีรักษาวิธีอื่นมักใช้เวลา 3-6 สัปดาห์


ผลข้างเคียงของการฉายรังสีจากภายนอก (EBRT):
ผลข้างเคียงของการฉายรังสีจากภายนอกขึ้นอยู่กับบริเวณในร่างกายที่รับการรักษา ซึ่งผลข้างเคียงที่พบได้แก่:

  • สีผิวเปลี่ยน ทำให้ผิวหนังแดง พองและลอก
  • วิงเวียนศีรษะและอาเจียน
  • วิงเวียนศีรษะและอาเจียน
  • อ่อนเพลีย
  • ผมร่วง
  • จำนวนเม็ดเลือดลดลง

 

การฝังแร่ (การฉายรังสีภายในร่างกาย):
การรักษาวิธีนี้ เป็นการใช้ชิ้นส่วนสารกัมมันตรังสีชิ้นเล็กๆฝังเข้าไปยังบริเวณข้างๆก้อนมะเร็งหรือที่ก้อนมะเร็งโดยตรง รังสีจะเดินทางระยะสั้นมาก ดังนั้นจึงมีผลต่อมะเร็งโดยที่ไม่มีผลข้างเคียงกับเนื้อเยื่อปกติอื่นๆ  การรักษามะเร็งท่อน้ำดีโดยวิธีฝังแร่ บางครั้งอาจจะทำโดยชิ้นส่วนของแร่ในหลอดแล้วฝังเข้าไปในท่อน้ำดีการสลายก้อนมะเร็ง

การสลายก้อนมะเร็ง (โดยการใช้คลื่นความถี่สูงหรือการผ่าตัดด้วยความเย็น):
ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกจากตับได้ บางครั้งแพทย์จะใช้วิธีสลายก้อนมะเร็งโดยการใส่แท่งโลหะผ่านทางผิวหนังเข้าไปยังก้อนมะเร็ง ซึ่งส่วนปลายของแท่งนี้จะปล่อยความร้อน (จากคลื่นความถี่สูง) หรือปล่อยความเย็นจัด (กรณีที่เป็น cryotherapy) เพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง

การรักษาโดยการใช้แสงช่วยกระตุ้น (Photodynamic therapy; PDT):
เทคนิคนี้เป็นการใช้แสงเพื่อช่วยกระตุ้นยาที่ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ ซึ่งจะช่วยให้ยาไปที่ก้อนมะเร็งได้มากขึ้นและไปที่เซลล์ปกติได้น้อยลง เมื่อทำการตรวจท่อน้ำดีโดยการสอดกล้องเข้าไปในร่างกาย (endoscope) จะมีแสงสีแดงส่งออกมาจากที่ส่วนปลายของกล้องส่องไปยังก้อนมะเร็งเพื่อใช้ไปทำลายเซลล์มะเร็ง การทำ PDT ร่วมกับการใช้ขดลวดเพื่อขยายท่อน้ำดี (Stenting) มีประโยชน์สำหรับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีท่อไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกมาได้แต่บางครั้งหลังจากการรักษาด้วยวิธี PDT จะมียาบางส่วนที่สามารถไปที่เซลล์ปกติได้ จึงทำให้ผู้ที่รับการรักษาไวต่อแสงแดด ซึ่งผู้รับการรักษาจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดเป็นเวลาหลายสัปดาห์หลังรับการรักษา

การฉีดแอลกอฮอล์:
แพทย์อาจมีความจำเป็นที่จะต้องกดเส้นประสาทที่รับความรู้สึกเจ็บปวดจากบริเวณท่อน้ำดีและลำไส้เล็กด้วยการฉีดแอลกอฮอล์ไปยังเส้นประสาทนี้เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ซึ่งมักจะทำระหว่างการผ่าต
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

 

 

 

 

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

http://www.cancer.org/acs/groups/cid/documents/webcontent/003084-pdf.pdf

- American Joint Committee on Cancer. AJCC Cancer Staging Manual. 7th ed. New York, NY: Springer; 2010: 201-205; 219-230. 
- Ciombor KK, Goff LW. Advances in the management of biliary tract cancers. Clin Adv Hematol Oncol. 2013;11:28-34. 
- Abou-Alfa GK, Jarnagin W, Lowery M, et al. Chapter 80: Liver and bile duct cancer. In: Niederhuber JE, Armitage JO, Dorshow JH, Kastan MB, Tepper JE, eds. Abeloff’s Clinical Oncology. 5th ed. Philadelphia, Pa. Elsevier: 2014. 
- Bartlett DL, Ramanathan RK, Ben-Josef E. Cancer of the biliary tree. In: DeVita VT, Lawrence TS, Rosenberg SA, eds. DeVita, Hellman, and Rosenberg’s Cancer: Principles and Practice of Oncology. 9th ed. Philadelphia, Pa: Lippincott Williams & Wilkins; 2011: 1019-1047. 

http://cholangiocarcinoma.org/the-disease/treatment-options/
http://ammf.org.uk/treatment-options-2/
http://www.hopkinsmedicine.org/healthlibrary/conditions/adult/digestive_disorders/bile_duct_caner_cholangiocarcinoma_treatment_22,bileductcancercholangiocarcinomatreatment

Khuntikeo et al. BMC Cancer (2015) 15:459 DOI 10.1186/s12885-015-1475-7: Cohort profile: cholangiocarcinoma screening and care program (CASCAP) Narong Khuntikeo1,2*, Nittaya Chamadol1,3, Puangrat Yongvanit1,4, Watcharin Loilome1,4, Nisana Namwat1,4, Paiboon Sithithaworn1,5, Ross H. Andrews1,6, Trevor N. Petney1,7, Supannee Promthet1,8, Kavin Thinkhamrop1,9, Chaiwat Tawarungruang1,9, Bandit Thinkhamrop1,9* and on behalf of the CASCAP investigators

 

 Print 

แนวทางการรักษา

 

การรักษามะเร็งท่อน้ำดี

ปัจจัยสำคัญของการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษามะเร็งท่อน้ำดีคือขอบเขตของมะเร็ง วิธีการที่ใช้รักษามะเร็งท่อน้ำดีนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดโรคและขนาดของก้อนมะเร็ง รวมทั้งระยะการแพร่กระจายของมะเร็ง นอกจากนี้ เพศและสุขภาพของตัวผู้ป่วยเองก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาว่าสามารถรักษาโดยการผ่าตัดได้หรือไม่ โดยส่วนใหญ่ทีมแพทย์ผู้รักษาต้องมีการวางแผนการรักษาล่วงหน้า การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกมาเป็นวิธีการรักษามะเร็งท่อน้ำดีที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดก็ไม่สามารถทำได้ในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีทุกราย โดยทั่วไปแล้ว แพทย์จะแบ่งประเภทของมะเร็งตามการรักษาเป็น 2 ประเภท ได้แก่

มะเร็งที่สามารถทำการผ่าตัดได้:

มะเร็งประเภทนี้คือมะเร็งที่แพทย์ให้ความเห็นว่าสามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกมาได้อย่างสมบูรณ์ โดยอาศัยข้อมูลจากภาพถ่ายและการวินิจฉัยวิธีอื่นๆ มะเร็งที่อยู่ในระยะ 0, I และ II รวมทั้งผู้ป่วยบางคนในระยะ III ของระบบ TNM มีความเป็นไปได้สูงที่จะสามารถผ่าตัดเอามะเร็งออกไปได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น เช่น ตำแหน่งของก้อนมะเร็งและความพร้อมของผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกอย่างสมบูรณ์นั้นเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด เมื่อแพทย์พิจารณาให้ทำรักษาโดยการผ่าตัด ก็จำเป็นที่จะต้องทำการตรวจระยะการดำเนินโรคก่อนโดยการใช้วิธีส่องกล้องเข้าไปตรวจภายในช่องท้อง (laparoscopy) เพื่อดูว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายหรือไม่ ซึ่งถ้าหากมีการแพร่กระจายหรือลุกลามไปแล้วก็จะไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ ซึ่งการรักษาด้วยการผ่าตัดจะได้กล่าวรายละเอียดในหัวข้อต่อไป

ประเภทของการผ่าตัดขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขอบเขตของมะเร็ง ถ้าผู้ป่วยมีอาการดีซ่านก่อนที่จะได้รับการผ่าตัด ก็จำเป็นต้องมีการใช้ขดลวดหรือท่อเพื่อให้มีการระบายของน้ำดี ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นและอาจจะช่วยให้ผู้ป่วยมีร่างกายที่มีสภาพพร้อมที่จะได้รับการผ่าตัด

Adjuvant chemotherapy คือการให้ยาเคมีบำบัดแก่ผู้ป่วยหลังจากที่ได้รับการผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงและการกลับมาเกิดซ้ำของมะเร็ง แต่แพทย์ก็ยังไม่สามารถลงความเห็นได้ว่าวิธีจะได้ผลเต็มที่หรือไม่ การให้ยาเคมีบำบัดหลังผ่าตัดมักจะให้เมื่อแพทย์ค่อนข้างมั่นใจว่ามะเร็งที่ทำการผ่าตัดนั้นไม่สามารถผ่าตัดออกมาได้อย่างสมบูรณ์(อาศัยข้อมูลจากการตรวจชิ้นเนื้อในห้อปฏิบัติการ)   ถ้าพบว่ามีมะเร็งหลงเหลืออยู่อย่างชัดเจน แพทย์อาจลงความเห็นให้มีการผ่าตัดครั้งที่สองในผู้ป่วยบางราย

แต่ในบางกรณีที่ข้อมูลจากการถ่ายภาพยังไม่ชัดเจนว่ามะเร็งนั้นจะถูกผ่าตัดออกไปอย่างสมบูรณ์หรือไม่ มะเร็งประเภทนี้จะถูกเรียกว่า borderline resectacleแพทย์อาจจะลงความเห็นให้ทำรังสีรักษาหรือให้ยาเคมีบำบัดก่อนรับการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็ง ซึ่งวีธีนี้เรียกว่า neoadjuvant treatment ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะมีประโยชน์ต่อการรักษามะเร็งบางประเภท แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าจะได้ผลเต็มที่หรือไม่ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีr

มะเร็งที่ไม่สามารถผ่าตัดได้:

มะเร็งประเภทนี้มีการแพร่กระจายไปไกลหรือเกิดในตำแหน่งที่ไม่สามารถทำการผ่าตัดเอาออกมาได้ โดยมักเป็นมะเร็งที่อยู่ในระยะที่ III หรือ IV หรืออาจเป็นมะเร็งระยะแรก แต่สภาพร่างกายของผู้ป่วยไม่แข็งแรงพอที่จะทำการผ่าตัด ซึ่งมะเร็งท่อน้ำดีส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้

ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ในผู้ป่วยบางคนที่ยังชี้ชัดไม่ได้ว่าสามารถรักษาด้วยการผ่าตัดมะเร็งได้หรือไม่ จะต้องมีการทำรังสีรักษาเพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งก่อนที่จะทำการผ่าตัด ซึ่งจะช่วยให้สามารถทำการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกมาได้อย่างสมบูรณ์

ในผู้ป่วยบางรายที่แพทย์วินิจฉัยว่ามะเร็งก้อนนั้นสามารถผ่าตัดออกมาได้ แต่เมื่อทำการผ่าตัดแล้วไม่สามารถเอาก้อนมะเร็งออกได้หมด ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการที่มะเร็งมีการแพร่ไปไกลและไม่สามารถมองเห็นได้จากการถ่ายภาพก่อนที่จะทำการผ่าตัด เป็นต้น ในกรณีนี้การผ่าตัดเพื่อเอามะเร็งบางส่วนออกไปและการผ่าตัดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง ดังนั้นอาจจะต้องทำการรักษาด้วยวิธีการทำ bypass ของท่อน้ำดีเพื่อลดการอุดตันของท่อน้ำดี หรือทำการใส่ขดลวดเพื่อขยายท่อน้ำดีระหว่างทำการผ่าตัด ซึ่งอาจเป็นวิธีการรักษาอีกหนึ่งทางเลือก

ในบางกรณี อาจทำการรักษาด้วยการปลูกถ่ายตับ (ในกรณีที่แพทย์ทำการผ่าตัดเอาตับและท่อน้ำดีออกไปแล้ว) ซึ่งจะมีการให้ยาเคมีบำบัดและรังสีรักษาก่อนเป็นอันดับแรก แต่อย่างไรก็ตามการหาผู้บริจาคตับที่สามารถเข้ากับผู้ป่วยได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

มะเร็งท่อน้ำดีส่วนใหญ่มักจะเป็นประเภทที่ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ ดังนั้นในการรักษามะเร็งชนิดนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อที่จะควบคุมไม่ให้มะเร็งเจริญหรือขยายไปมากว่าเดิมและเพื่อบรรเทาอาการที่เป็นผลจากมะเร็ง

การทำรังสีรักษาและ/หรือการให้ยาเคมีบำบัดอาจช่วยลดขนาดของก้อนมะเร็งหรือชะลอการเจริญของมะเร็งได้ในบางกรณี สำหรับมะเร็งท่อน้ำดีที่เกิดขึ้นภายในตับ การสลายมะเร็งโดยการใช้ความร้อนสูงจากคลื่นความถี่หรือการใช้ความเย็นจัดก็สามารถควบคุมขนาดของมะเร็งได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังพบว่ามะเร็งยังสามารถเกิดซ้ำได้อีกหลังการรักษา

การรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การรักษาเพื่อบรรเทาอาการอันเนื่องมากจากมะเร็ง ซึ่งปัญหาหลักที่สำคัญที่พบมากก็คือ การอุดตันของท่อน้ำดี (ซึ่งจะทำให้เกิดดีซ่าน อาการคันและอื่นๆ) และความเจ็บปวด

การอุดตันของท่อน้ำดีสามรถทำการรักษาได้โดยการผ่าตัดหรือวิธีการอื่นๆ ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดมะเร็งออกได้  การหลีกเลี่ยงการผ่าตัดใหญ่และทำการรักษาด้วยวิธีอื่นน่าจะเป็นทางเลือกในการรักษาที่ดีกว่า ในกรณีที่ผู้ป่วยกำลังเข้ารับการผ่าตัด แต่พบว่าไม่สามารถผ่าตัดมะเร็งออกมาได้การทำ bypassท่อน้ำดีก็เป็นทางเลือกที่ดีอีกวิธีหนึ่ง หรือในบางกรณีอาจมีการใช้ขดลวดหรือท่อ (stent หรือ catheter) เพื่อช่วยขยายและระบายน้ำดี

แนวทางการรักษาอื่นเพื่อช่วยเปิดท่อน้ำดีที่อุดตันก็คือ การฝังแร่ (Brachytherapy) ซึ่งเป็นการฝังชิ้นส่วนเล็กๆของแร่กัมมันตรังสีเข้าไปในท่อน้ำดีในระยะเวลาสั้นๆ และการทำ photodynamic  ซึ่งก็คือการยิงแสงเพื่อไปกระตุ้นยาที่ฉีดเข้าไปในหลอดเลือดดำแล้วใช้กล้อง endoscope  ที่ติดตัวกำเนิดแสงที่ปลายกล้องสอดเข้าไปในท่อน้ำดี

มะเร็งท่อน้ำดีในระยะท้ายอาจก่อให้เกิดความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยควรต้องแจ้งแก่แพทย์ประจำตัวหากมีอาการเจ็บปวด ซึ่งแพทย์อาจจะทำการฉายรังสี, การฉีดแอลกอฮอล์ หรือสลายก้อนมะเร็งที่อยู่ในตับเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ซึ่งแพทย์จะให้การรักษาเพื่อควบคุมและบรรเทาความเจ็บปวดของผู้ป่วยตามความเหมาะสม

การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการรักษามะเร็ง ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรแจ้งอาการที่เกิดขึ้น, ความเจ็บปวดต่างๆ รวมทั้งคุณภาพชีวิตที่ควรคำนึงถึงแก่ทีมแพทย์ผู้ทำการรักษา 

การกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งท่อน้ำดี:

บางครั้งหลังทำการรักษาแล้ว มะเร็งอาจมีการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งอาจกลับมาเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งอื่นที่ไกลออกไป เนื่องจากมีการแพร่กระจาย ถ้าหากมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ การรักษาลำดับต่อไปจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่มะเร็งเกิดอีกครั้ง, วิธีการที่ทำรักษาในครั้งแรกและสภาวะร่างกายของผู้ป่วย

ในกรณีที่มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ ส่วนใหญ่จะไม่สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัด การรักษาจะมุ่งเป้าไปที่การควบคุมไม่ให้มะเร็งเจริญและบรรเทาอาการที่เกิดจากมะเร็งดังที่กล่าวไว้ข้างต้น  ในกรณีที่มะเร็งกลับมาเป็นที่ตำแหน่งเดิมซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก ก็อาจทำการรักษาโดยการผ่าตัดได้ 

 

 แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

http://www.cancer.org/acs/groups/cid/documents/webcontent/003084-pdf.pdf
- American Joint Committee on Cancer. AJCC Cancer Staging Manual. 7th ed. New York, NY: Springer; 2010: 201-205; 219-230.
- Ciombor KK, Goff LW. Advances in the management of biliary tract cancers. Clin Adv Hematol Oncol. 2013;11:28-34. 
- Abou-Alfa GK, Jarnagin W, Lowery M, et al. Chapter 80: Liver and bile duct cancer. In: Niederhuber JE, Armitage JO, Dorshow JH, Kastan MB, Tepper
JE, eds. Abeloff’s Clinical Oncology. 5th ed. Philadelphia, Pa. Elsevier: 2014. 
- Bartlett DL, Ramanathan RK, Ben-Josef E. Cancer of the biliary tree. In: DeVita VT, Lawrence TS, Rosenberg SA, eds. DeVita, Hellman, and Rosenberg’s Cancer: Principles and Practice of Oncology. 9th ed. Philadelphia, Pa: Lippincott Williams & Wilkins; 2011: 1019-1047. 

http://cholangiocarcinoma.org/the-disease/treatment-options/
http://ammf.org.uk/treatment-options-2/
http://www.hopkinsmedicine.org/healthlibrary/conditions/adult/digestive_disorders/bile_duct_caner_cholangiocarcinoma_treatment

Khuntikeo et al. BMC Cancer (2015) 15:459 DOI 10.1186/s12885-015-1475-7: Cohort profile: cholangiocarcinoma screening and care program (CASCAP) Narong Khuntikeo1,2*, Nittaya Chamadol1,3, Puangrat Yongvanit1,4, Watcharin Loilome1,4, Nisana Namwat1,4, Paiboon Sithithaworn1,5, Ross H. Andrews1,6, Trevor N. Petney1,7, Supannee Promthet1,8, Kavin Thinkhamrop1,9, Chaiwat Tawarungruang1,9, Bandit Thinkhamrop1,9* and on behalf of the CASCAP investigators

 

 

 

 Print